วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

จากเหมืองกะทะทองมาเป็นกะทะทองกอล์ฟคลับ


     วันนี้บ้านตีนเขาแห่งตำบลทุ่งคาโงกไม่เหลือสภาพเหมืองเก่าให้เห็นอีกแล้วคนเก่าคนแก่ยุคเหมืองทุ่งคาโงกต่างก็พากันล้มหายตายจากไปเกือบหมด ไม่เห็นลูกหลานของตาเฉยควาญช้าง นายรวยคนเลี่ยงลิงหรือเจ้ากี๊คนหูหนักแห่งเหมืองทุ่งคาโงก ไม่เห็นคลองหลังกงษี หินคางคกแม้แต่ก้อนเดียวก็ไม่เหลือให้เห็น สภาพพื้นที่ปัจจุบันกลายเป็นสวนปาล์มไปหมด ตีนเขาที่เคยเป็นแหล่งแร่ดีบุกกลายมาเป็นเรือกสวน ป่าไม้กลายเป็นสวนปาล์ม น้ำบนเขาที่เคยไหลแรงทุกวันนี้มีเหลือแค่พอไหลเอื่อยๆในคลองตื้นๆ ช้างที่เคยลากซุงเป็นอาชีพก็ต้องปรับตัวมาเป็นช้างให้นักท่องเที่ยวขึ้นนั่งชมป่า
  1. Hydraulic mining, or hydraulicking, is a form of mining that uses high-pressure jets of water to dislodge rock material or move sediment. In the placer mining of gold or tin, the resulting water-sediment slurry is directed through sluice boxes to remove the gold.


    ภาพวาดแสดงการฉีดเหมืองในอเมริกาและถูกมาปรับใช้กับเหมืองดีบุกในประเทศไทย

           ขับรถวนดูสภาพพื้นที่โดยรอบก็ไม่พบสิ่งน่าประทับใจก็เลยกลับออกมาจากตีนเขาแวะดูสภาพของบางมุด มันก็มีสภาพไม่ต่างกันนัก จึงผ่านเลยไปยังเหมืองกะทะทองทีอยู่เลยบ้านบางกันไปไม่ไกลนัก สถานที่ตั้งจะเห็นป้ายเด่นชัด เหมืองกะทะทองเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีในหมู่ชาวพังงาแต่คนจากจังหวัดไกล้ๆอย่างภูเก็ตหรือ กระบี่ น้อยคนนักนี่จะรู้จักเหมืองแร่กะทะทองหรือแม้แต่ชื่อ เขากะทะคว่ำ 


                                                                                                     เขากะทะคว่ำ 
           เหมืองแร่กะทะทองเป็นเหมืองที่ใหม่ที่สุดในยุคเหมืองแร่ที่นั่น จากการเป็นพื้นที่ราบล้อมไปด้วยภูเขาที่อุดมไปด้วยป่าไม้มันจึงเป็นแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดพังงา เหมืองกะทะทองจึงถูกออกแบบให้เป็นเหมืองระบบพลังน้ำ (Hydraulic mine system) โดยดัดแปลงระบบมาจากการทำเหมืองทองในอเมริกา  เหมืองกะทะทองยุคแรกดำเนินกิจการโดยบริษัทประมงวิชิตจำกัดที่ชาวบ้านรู้จักในนามเหมืองก๊องเสง(เอกวาณิช)  

    1. ภาพตัวอย่างเหมืองสูบ ใช้ระบบSkid system ของ Stang industrial

          ในช่วงปีหลัง พ.ศ.2530 เกิดภาวะดีบุกราคาตกต่ำที่เริ่มตั้งแต่ช่วงปี2528 เป็นต้นมากิจการทำให้กิจการทำเหมืองโดยทั่วไปเริ่มซบเซาลง เหมืองกะทะทองก็หนีไม่พ้นภาวะการเช่นนี้จึงต้องปิดตัวเองลงในปี 2536  เหมืองกะทะทองตกอยู่ในสภาพของเหมือนร้างอยู่หลายปี ในที่สุด ใน ปี 2540 ที่ดินแปลงนี้ก็ถูกขายเปลี่ยนมือไปเมื่อคุณสมเกียรติ รัตนรังษิวัฒน์ นักธุรกิจท้องถิ่นรุ่นใหม่ได้มองเห็นการไกลถึงอนาคตของที่นี่ จึงได้ขอซื้อที่ดินแปลงนี้จากเจ้าของเดิมแล้วหันมาฟื้นฟูการทำเหมืองแร่ใหม่อีกครั้ง



                                                    ลักษณะของรางเหมืองระบบเหมืองสูบ


         เหมืองกะทะทองยุคใหม่ได้รับอนุญาตให้เปิดกิจการทำเหมืองอีกครั้งในปี พ.ศ.2541แต่เนื่องจากปริมาณน้ำในขณะนั้นไม่อุดมสมสมบูรณ์เหมือนในอดีต จึงได้เปลี่ยนวิธีการเดินเหมืองมาเป็นระบบเหมืองแห้ง (Open cast Mine หรือ Open pit Mine)   เหมืองใหม่ใช้เงินทุนสูงเพราะต้องใช้เครื่องจักรกลหนักมาเปิดผิวดินแล้วนำดินปนสินแร่ข้างล่างมาขึ้นรางแยก กิจการเหมืองได้ดำเนินการมาจนถึงปี พ.ศ. 2545 ก็ต้องหยุดกิจการลงอีกครั้งเพราะสภาวะราคาแร่ดีบุกตกต่ำและพื้นที่ที่เหลือมีความสมบูรณ์แร่ต่ำจนไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้

          เหมืองกะทะทองยุคที่สองได้ซบเซาลงอีกครั้งแต่เจ้าของกิจการยังคงคนงานไว้ดูแลรักษาพื้นที่อย่างต่อเนื่องอยู่หลายปี ต่อมาในปีพ.ศ.2550 บริษัทกระทะทองได้มีโครงการพัฒนาพื้นที่แปลงนี้เป็นพื้นที่เพื่อการเกษตร และยังได้ซื้อที่ดินข้างเคียงเพิ่มเติมอีกกว่า 200 ไร่ แต่กิจการเกษตรไม่ได้ทำผลกำไรเป็นรูปธรรม จนกระทั่งปี พ.ศ.2555 เมื่อธุรกิจการท่องเที่ยวในจังหวัดข้างเคียงถึงทางตัน นักธุรกิจที่มีสายตาแหลมคมอย่างคุณสมเกียรติก็มองเห็นความบริสุทธิทางด้านธรรมชาติในจังหวัดพังงาที่มีมากกว่าจังหวัดข้างเคียงอย่างภูเก็ต จึงได้มีโครงการสร้างสนามกอล์ฟ และรีสอร์ทขึ้นในพื้นที่เหมืองกะทะทอง 




                                                         พระพุทธรูปและสถานปฏิบัติธรรม ที่กะทะทอง


         บนเนื้อที่กว่า 400 ไร่  การก่อสร้างได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่พ.ศ.2555 การก่อสร้างต้องผจญกับอุปสรรคนานับประการแต่ก็สามารถฟันฝ่าจนงานแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2557 เมื่อทุกอย่างพร้อม การเปิดให้บริการก็ได้เริ่มขึ้น เมื่อวันที่ กุมภาพันธ์ 2557 ในชื่อสนามกอล์ฟกระทะทอง กอล์ฟ รีสอร์ท แอนด์ สปา จังหวัดพังงา

      
    (ขวา) นายสมเกียรติ รัตนรังษีวัฒน์ เจ้าของโครงการ




    น้ำตกเทียม แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของน้ำในอดีต





    ทัศนียภาพของสนามกอล์ฟกะทะทอง


          กระทะทองกอล์ฟ รีสอร์ท แอนด์ สปา เป็นสนามกอล์ฟขนาด18หลุม ตั้งอยู่ที่ 51 หมู่ 4 บ.ทุ่งคาโงก อ.เมือง จ.พังงา ห่างจากตัวเมืองประมาณ 20 กิโลเมตร ถ้ามาจากภูเก็ตตามเส้นทางถนนเพชรเกษมก็ต้องผ่านตัวเมืองพังงาไปทางถนนสายเก่า ผ่านบ้านสำนักขอน บ้านปริง จนถึงสามแยกนบปริงจากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าถนนหมายเลข 4090 (ทางไปกะปง)ผ่านสามแยกวัดสมัครปลูกฯ(ทางไปสองแพรก) ผ่านบ้านเผล บ้านบางท้อน เมื่อมาถึงบ้านกรุงศรีให้ขับมุ่งหน้าไปอีกไม่ไกล ก่อนจะถึงบ้านบางกันประมาณ 300เมตรก็จะเห็นป้ายขนาดใหญ่อยู่ริมทางเข้าโครงการทางด้านขวามืออย่างชัดเจน.
       





       





       
        



        .. 

      

    วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

    ท่านุ่น กับ เรือเหล็ก

        ผมได้เขียนถึงสะพานสารสินไป 2-3ครั้ง ส่วนใหญ่ก็จะพูดถึงการข้ามฟากแต่ไม่ค่อยได้เน้นย้ำถึงท่าเทียบแพเลย จึงอยากจะเล่าให้คนรุ่นใหม่(ทีเผลอมาอ่านบทความนี้)ให้รู้จักท่าเรือที่มีชื่อเรียกแบบพื้นๆแห่งนี้ให้รู้จักเพื่อจะได้ลองแวะเยี่ยมชมประวัติศาสตร์ของที่นี่สักครั้ง


    สะพานท้าวเทพฯถ่ายจากถนนฝั่งท่านุ่น

    ท่าเทียบแพขนานยนต์



    รถหนังขายยา(หนังเร่)บนเรือเหล็กที่ข้ามมาจากภูเก็ตมาขึ้นฝั่งที่ท่านุ่น

         นานๆจะมีรถจากกรุงเทพฯมาข้ามแพที่นี่สักครั้ง ส่วนใหญ่จะเป็นรถฉายหนังเร่หรือที่เรียกกันว่า "หนังขายยา" จะข้ามจากแผ่นดินใหญ่ไปยังเกาะภูเก็ตด้วยแพขนานยนต์ ซึ่งคำเรียก"แพขนานยนต์"นี้ จะไม่เป็นที่คุ้นหูชาวบ้านในสมัยนั้นนัก ท่าเทียบแพขนานยนต์จะถูกเรียกว่าท่าเรือ"ท่านุ่น" ส่วนฝั่งตรงข้ามเรียก ท่าเรือ "แหลมหรา" ส่วนตัวแพขนานยนต์ คนภูเก็ตจะเรียกแบบให้เกียรติชาวพังงาว่า"เรือท่านุ่น" แต่ชาวบ้านท่านุ่นกลับเรียกแพขนานยนต์ว่า 
              " เรือเหล็ก " ไปเสียอีก



             ท่านุ่นและท่าฉัตรชัยต่างถูกใช้เป็นท่าข้ามไปมาระหว่างสองฝั่งตั้งแต่ครั้งยังไม่มีแพขนานยนต์ ท่าทางฝั่งซ้ายของช่องปากพระเรียกว่า "ท่านุ่น" ส่วนฝั่งขวาเรียกว่าท่าฉัตรชัย หากมองท่านุ่นจากท่าปากแหว่งที่อยู่ติดกัน ก็จะเห็นท่านุ่นได้ชัดเจนแต่แปลกตาไปอีกแบบ โดยความเห็นส่วนตัวแล้วสันนิษฐานว่า บริเวณที่ตั้งของท่านุ่นน่าจะเกิดจากการถมดินบนป่าชายเลน เนื่องจากที่ตั้งท่าเรือยื่นเป็นแหลมอยู่ระหว่างคลองท่านุ่นกับทะเลช่องแคบปากพระ กรมเจ้าท่าจึงได้ถมที่ให้เป็นคันดินกว้างบนพื้นป่าชายเลนแล้วตัดถนนลาดยางมะตอยลงบนคันดินเป็นระยะทางยาวประมาณ 1.5 กิโลเมตร 

       
    คลองท่านุ่น อยู่ด้านหลังของท่าเรือท่านุ่น






       กระบวนการลงแพ  

       การข้ามฟากเป็นกระบวนการง่ายๆไม่ซับซ้อน เริ่มตั้งแต่รถเริ่มลงแพ จัดตำแหน่งจอด ปิดระวางแพ แพออกจากท่าและจะเสร็จสิ้นกระบวนการเมื่อรถคันสุดท้ายขึ้นพ้นจากแพ เมื่อรถขึ้นจากแพจนครบหมดทุกคัน รถที่จอดรอแพบนท่าจะเริ่มสตาร์ทเครื่องยนต์เพื่อจะเริ่มกระบวนการลงแพในเที่ยวต่อไป 

        การลงแพจะต้องรอเจ้าหน้าที่บนแพให้สัญญาณจึงจะเคลื่อนรถลงแพได้ตามลำดับก่อนหลัง การลงแพต้องทำด้วยความระมัดระวังและเข้าจอดสลับซ้ายขวาในตำแหน่งที่เจ้าหน้าที่บนแพจัดให้จนกว่ารถจะเต็มระวาง การข้ามฟากทุกเที่ยวจะวนเป็นรอบแบบนี้จนถึงเที่ยวแพเที่ยวสุดท้ายของวัน 

        พื้นที่ระวางบนแพมีความกว้างเท่ากับ 2ช่องจราจรบนถนน เปิดให้บริการตั้งแต่ตี 5ถึง 2ทุ่ม นอกเหนือจากเวลานี้จะต้องยื่นคำร้องขอใช้บริการเป็นกรณีพิเศษจากนายท่าและต้องจ่ายค่าธรรมเนียม(เรียกว่าถูกปรับ)ที่แพงมากในยุคนั้น




    ภาพฝั่งท่านุ่นปี 2502 จากภาพยนต์ส่วนพระองค์

      


    ท่าเทียบแพ เหลือให้เห็นเพียงแค่นี่ ในปัจจุบัน








    ท่าลงแพขนานยนต์อันเสื่อมโทรมในปัจจุบัน


      ต่อมาแพรุ่นเก่าที่ใช้น้ำมันขี้โล้เป็นเชื้อเพลิงถูกแทนที่ด้วยแพรุ่นใหม่ที่ใช้เครื่องยนต์ที่ทรงพลังกว่า บรรทุกน้ำหนักได้มากและแล่นได้เร็วกว่า แต่ก็ไม่รอดพ้นจากการถูกปลด ลดภารกิจในท้ายที่่สุด เมื่อมีสิ่งที่ใหม่กว่ามาแทนที่ 
        การข้ามฟากที่ใช้แพขนานยนต์เป็นพาหนะหลักสิ้นสุดลงเมื่อสะพานข้ามทะเลแห่งแรกของประเทศสร้างแล้วเสร็จและถูกเปิดใช้งาน ในปี 2510 ตอนนั้นสะพานเป็นของใหม่ที่สามารถลดข้อจำกัดของการเดินทางได้ดีกว่าแพขนานยนต์ ในระยะแรกมันถูกรับหน้าที่ให้บรรทุกรถหนักที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นสะพาน แต่ต่อมาเมื่อกรมทางหลวงอนุญาตให้รถยนต์ทุกประเภทขึ้นสะพานได้โดยไม่จำกัดน้ำหนัก แพขนานยนต์ก็หมดภารกิจไปโดยปริยาย 
        
    ถนนเรียบทะเลไปยังท่านุ่นสมัยปัจจุบัน

          
          ชุมชนท่าเรือท่านุ่นและท่าฉัตรชัยแทบเป็นชุมชนร้างในช่วงเปลี่ยนผ่าน รถที่ข้ามสะพานสารสินเป็นครั้งแรกต่างก็ตื่นตาตื่นใจกับความแปลกใหม่  สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังสิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์รูปโค้งที่ครอบทะเล สลับกับการมองไปยังขอบฟ้าตรงช่องแคบปากพระที่อยู่ไม่ไกลจากสะพาน 


    ปากบาง ท่านุ่น



        เรื่องราวเก่าๆถูกลืมจนเกือบหมด เหลือแค่เกร็ดประวัติศาสตร์เล็กๆเพียงบางส่วนที่เก็บรวบรวมจากคำบอกเล่าของคนยุคแพขนานยนต์กับหลักฐานภาพถ่ายเก่าๆที่ถูกบันทึกไว้โดยตากล้องสมัครเล่น แต่น่าเสียดายที่ภาพถ่ายเหล่านั้นมีจำนวนน้อยจนยากที่จะนำมา"เล่าด้วยภาพ" นอกจากการปะติดปะต่อเรื่องราวอย่างระมัดระวังในเนื้อหาจากคำบอกเล่าของคนเก่าๆที่ยังเหลืออยู่ไม่กี่คน








    วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

    สารสิน- ช่องปากพระกับจักรยาน

         ตอนผมปั่นจักรยานไปสารสินครั้งที่แล้วได้มีโอกาสไปยืนบนท่าเทียบแพเก่าฝั่งท่าฉัตรชัยอยู่คนเดียว นึกถึงความหลังย้อนไปถึงวันเก่าๆครั้งที่เคยข้ามไปมาระหว่างฝั่งพังงาและฝั่งภูเก็ตด้วยแพขนานยนต์ตรงช่องแคบปากพระ ความทรงจำเก่าๆก็พรั่งพรูออกมาจนอยากเล่าให้คนรุ่นใหม่ๆฟัง




    บนท่าเทียบแพขนานยนต์

    น้ำทะเล ตรงช่องแคบปากพระ 
        ช่องปากพระคือทางออกสู่ทะเลอันดามัน เป็นจุดแคบที่สุดกว้างประมาณ 660เมตร อยู่ระหว่างแผ่นดินใหญ่ฝั่งพังงากับเกาะภูเก็ต ใช้ เป็นจุดข้ามไปมาระหว่างสองฝั่งตั้งแต่อดีต ต่อมาเมื่อความเจริญทางคมนาคมยุคใหม่มาถึง กรมทางในสมัยนั้น(กรมทางหลวงปัจจุบัน)ได้จัดให้มีแพขนานยนต์ลำเลียงพาหนะข้ามฟากไปมาระหว่างสองฝั่งส่วนกรมเจ้าท่ารับผิดชอบสร้างท่าเทียบ ท่าเทียบแพฝั่งพังงามีชื่อเรียกว่าท่านุ่น ส่วนฝั่งภูเก็ตเรียกว่าท่าฉัตรชัย

            การข้ามแพ :

        ก่อนพ.ศ.2510 การข้ามฟากจากฝั่งแผ่นดินใหญ่พังงาไปยังเกาะภูเก็ตใช้เวลาอยู่บนแพขนานยนต์  ราว 10-15 นาที มีแพประจำท่าอยู่สองลำแล่นสวนกันไปมา บางครั้งเมื่อเครื่องยนต์ของแพลำใดลำหนึ่งเกิดขัดข้อง ก็เหลือแพแค่ลำเดียว ต้องเสียเวลารอแพที่อยู่ฟากตรงข้ามกลับมารับอีกประมาณ 15-20 นาที รวมเบ็ดเสร็จ ใช้เวลาในการข้ามฟาก 25-35 นาทีโดยประมาณ 



    รถลงแพฝั่งท่านุ่น


          การข้ามแพจะต้องคอยแพเข้าเทียบท่า ระหว่างรอเที่ยวแพ คนส่วนใหญ่จะกินขนมจีนเป็นการฆ่าเวลา เส้นขนมจีนที่ท่านุ่นท่าฉัตรชัยถูกจัดแบ่งเป็น " ลูก " (ทางใต้เรียกขนมจีนเป็น "ลูก" เท่ากับคำว่า"จับ"ในภาษากลาง)จัดเรียงในตะกร้าหวายคลุมด้วยผ้าขาวบางกันสิ่งสกปรกและแมลงวันตอม เมื่อลูกค้าสั่งขนมจีน แม่ค้าจะหยิบขนมจีน 3-4 ลูกใส่ถ้วย สังกะสี(ถ้วยเหล็กเคลือบ)ราดน้ำแกงจนท่วมเส้นส่งไปยังโต๊ะลูกค้า บนโต๊ะมีผักเกร็ด(ผักเคียง)ใส่ถาดวางไว้ให้หยิบกินกับขนมจีนตามสะดวก  ขนมจีนที่นั่นจะกินคู่กับไข่ต้ม หรือ ปาท่องโก๋  มันดูแปลกๆในสายตาคนภาคอื่นแต่มันก็เป็นวัฒนธรรมการกินอย่างหนึ่งของที่นั่น



    ภาพคุณยายหม่อย เจ้าของร้านขนมจีนยุคนั้น



    รถโดยสารกำลังขึ้นจากแพฝั่งท่าฉัตรชัย ปี 2495


             ต่อมาเมื่อสะพานสารสินถูกเปิดใช้งานในปี 2510 แพขนานยนต์ถูกเลิกใช้โดยปริยาย รถแล่นข้ามไปมาระหว่างสองฝั่งอย่างสะดวกและรวดเร็วบนสะพานเล็กๆที่สร้างแบบง่ายๆราคาถูก(28.77ล้านบาทในยุคนั้น) ด้วยคานและตอหม้อสะพานอยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเลสูงสุดไม่มากนัก เรือเล็กจะสามารถลอดผ่านได้เฉพาะตอนน้ำลงเท่านั้น ทางแล่นบนสะพานแบ่งเป็น2ช่องจราจร พอให้รถสวนไปมาแบบสบายๆ  สะพานช่วยย่นเวลาการข้ามฟากจาก 25-35 นาทีจนเหลือ 2 นาทีโดยประมาณ ความเร็วที่เพิ่มขึ้น 12-17 เท่า ทำให้ท่าเทียบแพถูกทิ้งให้เป็นท่าร้างไปโดยปริยาย แพขนานยนต์ถูกโอนไปใช้งานที่ท่าหัวเขาแดงจังหวัดสงขลา 



    The old bridge

        ภาพรถจอดรอแพขนานยนต์ทั้งสองฝั่งหายไป พฤกติกรรมการกินขนมจีนระหว่างรอแพเลิกไปตามกาลเวลา ภาพการชูถาดใส่อาหารเหนือไหล่ เร่เสนอขายสินค้าข้างรถโดยสารหายไปพร้อมๆกับพ่อค้าแม่ค้าเร่ข้างรถที่ต่างต้องปรับตัวผันย้ายมาเร่ขายบนรถโดยสารสาธรณะที่โคกกลอยแทน ร้านขายขนมจีนทั้งสองฝั่งหายไป พ่อค้าแม่ค้าทั้งฝั่งท่านุ่นและท่าฉัตรชัยต่างต้องเลิกอาชีพที่ทำมาหลายปีไปอย่างถาวร

         ความเจริญช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางอย่างมีนัยสำคัญ สะพานสารสินได้ลบความทรงจำเกี่ยวกับแพขนานยนต์จนเหลือเป็นตำนาน คนรุ่นใหม่นึกภาพบรรยากาศการข้ามฟากด้วยแพขนานยนต์ไม่ออก ความทันสมัยมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจไทยยุคใหม่ แต่มันก็ทำลายวิถีดำเนินชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่นบางเสี้ยวไป




    สะพานเก่า ก่อนถูกแปรสภาพเป็นจุดชมวิว


         หลายปีต่อมาเมื่อการจราจรแออัดขึ้น สะพานข้ามทะเลอีกแห่งถูกสร้างมายืนคู่กับสะพานสารสิน มันใหญ่และใหม่กว่าแต่การออกแบบและรูปลักษณ์เข้ากันได้ไม่ดีนักกับสะพานเก่า
        รถแล่นข้ามฝั่งไปมาวันละร่วมหมื่นคันแต่มีน้อยคันนักที่จะแวะทักทายอดีตของที่นี่ การข้ามฝั่งที่รวดเร็วขึ้นทำให้ท่านุ่นท่าฉัตรชัยเป็นแค่จุดผ่าน การข้ามฟากใช้เวลน้อยลงเหลือ 1.5 นาที..เร็วกว่าความเร็วสูงสุดในอดีตบนแพขนานยนต์ ถึง 17-20 เท่า  



    สะพานใหม่ที่สุด - กำลังจะมา ช่วยย่นระยะเวลาลงได้ อีก 0.3 นาทีโดยประมาณ

       


    สารสินกับจักรยาน :

        จากการที่สารสินเคยเป็นจุดห่างไกลอยู่ทิศเหนือสุดของเกาะ แต่ในปัจจุบันมันกลายเป็นจุดหมายปลายทางของนักปั่นจักรยานสมัครเล่นไปแล้ว ด้วยความยาวจากหัวเกาะถึงท้ายเกาะวัดได้ 43กิโลเมตรนับเป็นระยะทางที่เหมาะสมในการปั่นทางไกลที่จบได้ภายในวันเดียว การปั่นไปกลับ 86กิโลเมตรเปรียบเป็นประกาศนียบัตรประจำตัวของนักปั่นสมัครเล่นที่ภูเก็ต การปั่นไปสารสินสัปดาห์ละครั้งกลายเป็นกิจวัตรและคำคุยโตที่นักปั่นทุกคนต้องมีไว้เล่า แต่ทุกครั้งที่ไปสารสิน นักปั่นเหล่านี้จะแวะพักเหนื่อยบนจุดชมวิวไม่เกิน15นาทีแล้วจะปั่นกลับทันที    

       ตอนปั่นไปสะพานสารสินครั้งแรก ผมกำหนดจุดเริ่มต้นที่สี่แยกท่าเรือ ใช้ความเร็วในการปั่นสม่ำเสมอโดยไม่แวะพัก มาถึงหาดทรายแก้วระยะทาง31กิโลเมตรใช้เวลา 1 ชั่วโมง กับ 16นาที ได้แวะพักเหนื่อยและทำธุระส่วนตัวที่หาดทรายแก้วประมาณ15นาที ก่อนที่จะปั่นต่อไปอีก1กิโลเมตรก็ถึงจุดชมวิวสารสินซึ่งที่นั่นเป็นจุดพบปะของนักปั่นที่มีจุดหมายปลายทางที่สารสิน มีนักปั่นหลายคนที่ปั่นตามหลังมาตอนที่ผมแวะพักที่หาดทรายแก้ว ทุกคันล้วนไปถึงจุดหมายก่อนหน้าผมทั้งหมด




       จุดชมวิวที่สารสินเป็นจุดพักจุดสุดท้ายของการปั่นขาไป ทุกคนจะถ่ายรูปวิวสวยๆยามเช้าไว้เป็นที่ระลึก เวลา15นาทีเป็นเวลาที่เพียงพอกับการพักเหนื่อยก่อนกลับ การทักทายเพื่อนนักปั่นด้วยกันคือธรรมเนียมปฏิบัติ การเดินทางกลับทันทีคือสิ่งที่ทุกคนทำ ผมเองก็ไม่มีข้อยกเว้น ถึงจะหมดแรงหรือจะเหนื่อยแค่ไหนแต่เมื่อไม่มีแผนจะปั่นไปฝั่งพังงาก็ต้องรีบกลับตามอย่างคนอื่นก่อนที่จะต้องกล่าวคำทักทายซ้ำๆกับนักปั่นชุดใหม่จะมาถึงในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า 





           กลับถึงท่าเรือ(อนุสาวรีย์ท้าวเทพฯ)อย่างความปลอดภัย รวมระยะทางไปกลับ 62 กิโลเมตร ใช้เวลา 2 ชั่งโมงครึ่ง(หักเวลาพักแล้ว) ใช้พลังงานไป 850 กิโลแคลอรี่ 

    วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2558

    วันนี้ขอ......ปั่น...ปั่น...ปั่น

    เมื่อ..วันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2558


    ปั่นไปสารสิน...ตามแผน


      มีคำแนะนำว่า......การไปสะพานสารสิน ต้องตื่นแต่เช้ามืด(ตี5เป็นอย่างช้า) แต่วันนี้...ตื่นตั้งแต่ตี4ครึ่งเพราะถูกปลุกด้วยท้องใส้ที่ปั่นป่วน..ในกะเพาะมีแก๊สคอยส่งเสียงร้องครวญครางรบกวนอยู่ตลอดเวลา(ท้องอืด)...สภาพร่างกายดูเหมือนไม่เหมาะที่จะไปสารสินคนเดียว..ตามที่โม้เอาไว้ในบทความก่อนหน้านี้เสียแล้ว..

       ตอนแรกคิดว่าจะระงับแผนการไป(ตามคำแนะนำของความคิดด้านลบ) โดยอ้างสภาพร่างกายไม่เต็มร้อย..แต่ความคิดด้านบวกก็โต้แย้งว่า..

     ..ถ้ายอมถอยเพราะปัญหาเล็กๆแค่นี้..ชีวิตก็จะมีแต่การยอมแพ้ตลอด..เอาไงเอากัน..ไปเสี่ยงเอาดาบหน้าแล้วกัน...ลุย


    เริ่มที่อนุสาวรีย์ ประมาณ 5:39

        จับเสือหมอบคู่ใจใส่ท้ายกะบะ ไปเริ่มต้นกันที่อนุสาวรีย์แล้วกันเพื่อระยะทางจะได้ลดลงมาและสามารถกลับทันก่อนที่แดดเดือนเมษาฯมันจะเผาจนแขนละลาย


        ออกจากอานุสาวรีย์ประมาณ 5:40 ปั่นไปคนเดียวด้วยความเร็วสม่ำเสมอสบายๆ เฉลี่ย 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมงโดยแทบไม่หยุด(ได้พักตอนไฟแดงครั้งเดียว) ตอนช่วงทางแยกเข้าหาดในยาง ได้พบเพื่อนร่วมทางคันหนึ่งที่ปั่นค่อนข้างช้า..กล่าวคำทักทายและขอปั่นแซงล่วงหน้าไปก่อน 

        ระหว่างทางก็มีรถใหญ่เล่นผ่านหน้าไปประปราย สภาพท้องถนนยามเช้าค่อนข้างจะปลอดภัย การจราจรไม่แน่นหนาเหมือนช่วงเส้นทางระหว่างตัวเมืองกับอนุสาวรีย์

         ระหว่างจะถึงโค้งคอเอน(โค้งเจ้าปัญหา) มีนักปั่นหนุ่ม2คนปั่นแซงหน้าไปด้วยความเร็วกว่า 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตอนแรกคิดว่าจะปั่นเกาะกลุ่มไปด้วย(คิดแล้วก็ตามไปได้ประมาณ 3กิโล) แต่ดูๆแล้วน่าจะเก็บแรงไว้ตอนขากลับดีกว่า..ต้องเชื่อภาษิตโบราณ "เห็นช้างถ่ายก็อย่าถ่ายตามช้าง"(คำสุภาพ)

        มาถึงหาดทรายแก้วเมื่อเวลา 6:54 ถือว่าทำเวลาได้ดีพอสมควร ใช้เวลา 1 ชั่วโมง กับ 9 นาที



    หาดทรายแก้ว; นำ้เซาะตลิ่งจนใกล้ถนนเข้ามา ในทุกวันนี้




    ชายหาดโล่งสวยงาม ไม่มีร้านอาหารเกะกะรกตา

        ว่าจะไปให้ถึงสะพานโดยไม่แวะหาดทรายแก้ว แต่ก็นึกเสียดายโอกาสเพราะขากลับจะไม่ผ่านทางนี้..ก็เลย...


    คลื่นที่หาดทรายแก้ว


         แวะพักเหนื่อยหยุดพักขาที่หาดทรายแก้ว เข้าห้องน้ำกลางหาว(เยี่ยวข้างทาง-แปลตรงตัว)แล้วเก็บภาพทิวทัศน์ทะเลแบบ ดิบๆ..

       ดูๆแล้ว..ชายฝั่งทะเลตะวันตกของเกาะภูเก็ต โดยเฉพาะหาดนี้ ถูกน้ำทะเลกัดเซาะเข้ามาทุกปี จำได้ว่าเมื่อหลายปีก่อน ชายหาดห่างจากถนนมากกว่านี้..อีกหน่อยถนนคงจะถูกกัดขาดเหมือนที่สมิหรา สงขลา

       อยู่ที่หาดทรายแก้วประมาณ 10 นาที ก็รีบไปต่อที่สะพานสารสินที่เป็นจุดหมายปลายทางหลักทันที (เพราะกลัวจะร้อนแดดตอนกลับ)








        มองเห็น สะพานสารสินอยู่ข้างหน้า ก็ 7 โมงเช้าพอดี ไม่ได้ปั่นขึ้นสะพานใหม่เพื่อข้ามฝั่งเพราะไม่มีแผนที่จะข้ามฟากไปฝั่งพังงา(สงวนไว้ในโอกาสที่จะข้ามไปเที่ยวพังงาในอนาคตอันใกล้-คุยอีกแล้ว)..แต่มุ่งตรงไปที่จุดชมวิวบนสะพานเก่าทันที..แม้จะเคยแวะมาที่นี่หลายครั้งแต่ความรู้สึกครั้งนี้แปลกไป 

        มาครั้งนี้ไม่ได้เติมน้ำมันรถมาเต็มถัง..แต่ต้องเติมน้ำเปล่ามาเต็มท้อง...ไม่ได้มาด้วยความเร็วจากแรงจักรกลพลังฟอสซิล...แต่มาอย่างช้าๆด้วยพลังแรงข้าวต้มที่ถูกจัดสรรกำลังลงบน2ขา...แล้วปั่นมาเต็มแรง....

        ข้อจำกัดที่มี..ต้องเลี่ยงปะทะกับแสงแดดและลมร้อนยามสายๆ.. ต้องคอยระวังอาการลมแดดโดยจะต้องคอยเติมน้ำหล่อเย็นให้ร่างกายอยู่ตลอดเวลา..นี่แหละ...ความรู้สึกของความแตกต่าง..



     บนจุดชมวิว มีเราอยู่เพียงคันเดียว
           7.06 บนจุดชมวิว สะพานสารสินเก่า

        มาถึงสารสิน ยังไม่เห็นนักปั่นคนอื่นบนสะพาน(จุดชมวิว) เห็นคนอยู่สองสามคนมาเดินชมสารสินเก่า กับคนตกปลาอีก2คน  แต่อีก 10 นาทีต่อมาเพื่อนร่วมอุดมการณ์จักรยานก็เริ่มทะยอยกันมาพร้อมกันบนจุดชมวิว 




    พบเพื่อนใหม่ มาจากเมืองภูเก็ต...แข็งแรงกันทั้งนั้น






       ได้ทักทายและทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมทางบนสะพาน นักปั่นคนหนึ่ง เธอเรียกตัวเองว่าป้าวี (อาจจะพูดตามคำที่หลานๆเรียก) เป็นผู้หญิงที่แข็งแรงมากคนหนึ่งเธอออกจากบ้านที่ซอยพะเนียง สามกอง มาถึงสารสินใช้เวลา 1 ชั่วโมง 40 นาที กับระยะทาง 40 กิโลเมตร ซึ่งทำเวลาได้ไม่เลวสำหรับนักปั่นผู้หญิง แล้วไหนก็ต้องปั่นกลับไปอีก นี่ก็ถือว่าสุดยอดนักปั่นหญิงอีกคน




    ป้าวี ยืน Act ท่าบนสพานแค่ 15 นาที แล้วปั่นกลับทันที..อีก40กิโลเชียวนะ



         ทุกคนใช้เวลาอยู่บนจุดชมวิวประมาณ 15 นาที ก็หันมองหน้ากัน แล้วพยักหน้าเป็นที่รู้ความหมายว่า "เรากลับกันเถอะ" เพราะทุกคนต่างก็มีภาระกิจ แม้การอยู่ชื่นชมความสำเร็จแค่ 15 นาทีที่ดูจะไม่คุ้มกันกับระยะทางที่ปั่นมาด้วยแรงสองขาถึง 40 กิโล แต่เราก็ตั้งใจมาเพื่อชนะตัวเองต่างหาก..เอาละ..เผยความลับดีกว่า..ทุกคนไม่อยากอยู่นานเพราะกลัวการปั่นฝ่าแดดเดือนเมษาตอนสายๆ..ผิวแทบละลายไปกับแสงแดดทีเดียว

         ...ได้เวลาเหนื่อยและผจญแดดกันแล้ว...

        เราออกปั่นกันที่ละชุด ชุดผมเป็นชุดสุดท้าย(ความจริงก็มีกันแค่ 2 ชุดเท่านั้นแหละ-แค่พูดให้ใหญ่เข้าไว้) ผมปั่นตามหลังป้าวี แบบสบายๆตามแก เราผ่านตรวจภูเก็ตแบบชิลชิล..มาจนเกือบจะถึงด่านหยิดอยู่แล้ว ผมนึกได้ว่า มีภาระกิจต้องรีบกลับ ก็เลยขออนุญาตุป้าวี ปั่นล้ำหน้ามาก่อน ..ด้วยเวลานัดที่กระชั้น(เพราะสายแล้ว) ก็เลยต้องอัดหนักกว่าขามานิดหนึ่ง กว่าจะถึงอนุสาวรีย์ ก็ต้องแวะกินน้ำถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกที่ปัมป์ ปตท.เมืองใหม่ และครั้งที่สองที่ร้านสะดวกซื้อ 7-11 บ้านพอน



    กินน้ำครั้งแรก ปตท.เมืองใหม่
    แวะกินน้ำครั้งที่สอง ที่ 7-11 บ้านพอน



          ขณะที่ปั่นมาถึงหน้าปัมป์แก๊สคาลเท๊กซ์บ้านพอน-อนุสาวรีย์ฯ อาการปวดเข่าด้านซ้ายก็กำเริบขึ้น ทำให้ไม่สามารถเร่งความเร็วได้ ก็เลยโดนชุดหนุ่มขาแรงประมาณ 10 คัน ปั่นแซงไปด้วยควาเร็วเกิน กว่า 35 กิโลเมตร/ชั่วโมง ด้วยความเร็วขนาดนี้ถึงขาผมจะไม่เจ็บ ผมก็จำต้องปล่อยเขาไปก่อนด้วยความเต็มใจ......เพราะความเร็วแบบยืนระยะขนาดนั้น...ผมทำได้ไม่เกิน 32 km/h.







    ทำระยะทางแค่ 63.13 กิโล ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี (เกินกว่านี้ไม่ดีแน่)



    ใช้เวลา 2:30:03 ชั่วโมง...ก่อนสิ้นสภาพนักปั่น


       กลับถึงบ้านก็สะบักสะบอมพอสมควรกับการปั่นเกิน 60 กิโลเป็นครั้งแรก ที่ร้ายที่สุด..มันเป็นการปั่นแบบไม่เจียมสังขาร สรุปได้ว่า ครั้งนี้ได้รับผลลัพธ์  3 อย่าง คือ 
           1  เหนื่อย(แม้จะไม่มากนัก) 
           2  บาดเจ็บเข่าด้านซ้าย 
           3 ได้ความสะใจที่ทำได้ 
           4 ถือเป็นการชนะตัวเอง(เพราะเอาชนะคนอื่นไม่ได้ แต่ปวดก้นชะมัด)