วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2558

เล่าเรื่อง.......บุกตะวันตก Go West



GO WEST บุกตะวันตก

     ในยุคต้น ปี ค.ศ. 1800 แผ่นดินฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา เริ่มคับคั่งไปดวยผู้คน จำนวนที่ดินมีไม่เพียงพอกับจำนวนผู้คนที่ขยายตัวอย่างรวดอเร็ว ด้วยทรัพยากรที่จำกัด วิถีชีวิตที่ซับซ้อนขึ้น ทำให้ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ที่มีอาชีพทำกสิกรรมและเลี้ยงสัตว์ เริ่มมีปัญหา เมื่อบ้านเมืองเริ่มขยายใหญ่ขึ้น ที่ดินที่มีอยู่ล้วนแต่มีเจ้าของครอบครองและใช้ประโยชน์แล้วทั้งสิ้น อเมริกาฝั่งตะวันออกไม่ได้เป็นที่กว้างใหญ่ไพศาลสำหรับทุกคนอีกต่อไปแล้ว คนยากจนหมดทางเลือกจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติถูกใช้ไปอย่างหนัก




    จากกิตติศัพท์ของดินแดนโอเรกอน(Oregon Territory) อันเป็นพื้นที่กว้างใหญ่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้ ที่ดินทำกสิกรรม และมีน้ำอุดมสมบูรณ์ ที่ยังไม่ถูกบุกเบิกด้วยน้ำมือมนุษย์

    คนด้อยโอกาสทางฝั่งตะวันออก เริ่มอพยบเคลื่อนย้ายอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไปยังดินแดนโอเกอนนี้ ซึ่งทุกวันนี้ เราเรียกผู้คนเหล่านี้ว่าว่า ผู้บุกเบิก(Pioneer)

    กลุ่มผู้บุกเบิกต่างก็มุ่งไปตะวันตกด้วยเหตุผลนานาประการ หลายคนไปเพื่อหวังจะมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม บางคนหวังจะได้ที่ดินราคาถูก บางคนก็คิดว่า จะไปร่ำรวยที่นั่น บ้างก็ไปเพราะการรักผจญภัย หลายคนต้องการไปในที่ที่มีคนอยู่ไม่มาก
    
    แต่การไปดินแดนโอเรกอน ไม่ใช่เรื่องง่าย มันหมายถึงต้องจากครอบครัว บ้าน เพื่อนฝูง บางครั้งมันหมายถึงการจากไปยมม้ายังมีผ้าใบแบบไม่มีวันกลับ ที่นั่น ไม่มีหมอ ไม่มีร้านค้า หรือแม้แต่สะพานข้ามแม่น้ำ มันคือการเดินทางที่อันตรายบนความยาวนานเป็นเวลาหลายเดือน 


    เส้นทางสาย โอเรกอน(The Oregon Trail)

  ในช่วงปี1840 ผู้คนที่มุ่งไปโอเรกอน จะไปตามเส้นทางสายโอเรกอน หรือที่เรียกกันว่า Oregon Trail ซึ่งเป็นเส้นทางเกวียนแบหยาบๆ มีจุดเริ่มต้นที่เมือง Independence เมืองหน้าด้านฝั่งตะวันออกของรัฐ Missouri มุ่งตรงไปยัง หุบเขาWillamette ซึ่งต่อมาคือรัฐ Oregonในปัจจุบัน




แผนที่เส้นทางโอเกอน ยุคปี 1932


     การไปยังโอเรกอนสามารถทำได้หลายทาง ไม่ว่าจะเดินไป นั่งบนหลังม้าไป หรือจะไปด้วยเกวียนหรือรถเทียมม้า(Wagon) หลายคนเดินทางกันเป็นครอบครัวด้วยรถเทียมม้าที่มีล้อสูงที่เหมาะจะข้ามแม่น้ำหรือแล่นบนพื้นที่ลุ่มและทุ่งหญ้าที่มีน้ำขัง นอกจากนี้รถเทียมม้ายังมีผ้าใบที่สามารถบังแสงแดด กันลมและฝนให้กับผู้บุกเบิกและสิ่งของที่นำติดตัวไป




การเดินทางทั้งครอบครัวด้วยรถเทียมม้า แบบไปตายเอาดาบหน้า


    ที่เมือง Independence ผู้บุกเบิกต่างรวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่เรียกว่า ขบวนคาราวาน(Wagon Train) ซึ่งเป็นวิธีเดียวที่ปลอดภัยที่สุดในการเดินทาง เพราะการเดินทางเดี่ยวๆจะอันตรายมาก นักเดินทางต่างต้องพึ่งพาอาศัยทรัพยากรในการเดินทางของกันและกัน ซึ่งการเดินทางเป็นกลุ่มใหญ่แบบกองคาราวานสามารถตอบโจทย์ได้ดีที่สุด




ต้องฝ่าทั้งภูเขาสูงและทุ่งหญ่้าดินเป็นหล่มและเปียกชื่น


     การเดินทางจากMissouri ถึง Oregon กินระยะเวลานานถึง 5 เดือน เป็นเส้นทางที่ต้องผ่านทั้งภูเขาสูงและที่ราบทุ่งหญ้า แต่ในที่สุดผู้บุกเบิกก็สามารถไปถึงที่ดินแดนอันกว้างใหญ่เหมาะแก่การทำกสิกรรม ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยน้ำและป่าไม้

     ด้วยโอกาสในการได้เป็นเจ้าของที่ดินอันอุดมสมบูรณ์ เป็นมูลเหตุจูงใจสำคัญให้ผู้บุกเบิกพากันออกเดินทางเพื่อแสวงหาสิ่งที่ดีกว่า ที่ดินแปลงใหญ่ถูกจัดสรรให้กับผู้อพยพที่ไปยังโอเรกอน ในขณะนั้น โอเรกอนคือที่เดียวในประเทศสหัฐอเมริกาที่รัฐบาลสัญญาว่าจะจัดสรรที่ดินฟรีให้แก่ทุกคนที่อพยพไป




การเดินทางเป็นกองคาราวาน หรือWagon train

   ทางเลือกที่เปลี่ยนไป:

     ในช่วง ปี1850 เส้นทางเดินรถเทียมม้า(Stagecoach)ได้เปิดให้บริการ ผู้คนสามารถเดินทางจาก โอมาฮา เนบราสก้า ไปยังซานฟรานซิสโก รัฐคาลิฟอร์เนียในระยะเวลาแค่ 3 สัปดาห์ และในปี 1869 การสร้างทางรถไฟข้ามประเทศสายแรกได้แล้วเสร็จลง ทำให้การเดินทางข้ามฝั่งจากนิวยอร์คถึงซานฟรานซิสโก ถูกย่นเวลาจากหลายเดือนลงเหลือเพียง 7 วัน..ความกันดารที่หมดไป..ทำให้ อเมริกาแคบลงถนัดตา



   
      Credit: Social Studies /Scott, Foresman and company





วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2558

ใครไม่เคยป่วย เชิญทางนี้หน่อย

   
20/3/2015

 กฏข้อเดียว อย่าประมาท กับ ความเจ็บป่วย

       แม้คุณจะคิดว่าตัวเองแข็งแรง แต่เชื่อเถอะ วันหนึ่ง ความเจ็บป่วยจะแวะมาเยี่ยมคุณโดยไม่บอกกล่าว นอกจากคุณจะได้เชิญให้มันมาแล้ว มันยังดื้อด้านไม่รอคำเชิญของคุณเสียด้วย

   สำหรับผม ก็เริ่มรู้จักนายป่วยอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกในชีวิต เมื่อ เกือบ 3 เดือนที่แล้ว  อาการที่เป็นมาทำให้ผมต้องหันมาทบทวนกระบวนการดำเนินชีวิตกันใหม่ทั้งหมด จากการออกกำลังกายที่ไม่มีแบบแผน การกินที่ไม่คำนึงถึงคุณภาพ การไม่ควบคุมอารมณ์และสติ พาให้กระบวนการดำรงชีวิตผิดเพี้ยนไปหมด

   ผมกำลังเป็นโรคยอดฮิตที่ค่อนข้างจะรุนแรง ซึ่งโดยทั่วไป โรคที่เรารู้จักในปัจจุบันมักไม่หนีไปจาก

      โรคความดันโลหิตสูง
      เบาหวาน
      โรคประสาท
      โรคกรดไหลย้อน(GERD-โรคยอดฮิต)
      มะเร็ง
      โรคจิตเภท

     โรคชุดแรกที่เป็นกันมากได้แก่โรคความดันโลหิตสูงซึ่งคนส่วนใหญ่วัยทำงาน(นั่งโต๊ะ)เป็นกันเป็นส่วนใหญ่ ตัวผมเอง แม้จะออกกำลังกายมาตลอดแต่จะเต็มไปด้วยความเครียด ผมจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงโรคนี้ไปได้ ผมต้องกินยาควบคุมความดันลอดชีวิต   ส่วนโรคเบาหวานที่สามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธ์ อันนี้ผมก็ยังอยู่ในเกณฑ์ปรกติและกำลังเจรจาต่อรองให้มันอยู่ห่างผมไว้ และอยู่ในความระมัดระวังตลอดเวลา การเป็นความดันโลหิตสูง ก็จะเป็นที่มาของ โรคเบาหวาน ผมก็ได้แต่ประวิงเวลาให้มันเข้ามาหาผมให้ช้าที่สุด

  ส่วนโรคประสาท ผมยอมรับเป็นมานานแล้วว่าเป็น(มากเสียด้วย) ไม่ขอปฏิเสธแต่กำลัง ระวังตัวเอง ไม่ให้ข้ามขั้นไปเป็นโรคจิตเภทก็เท่านั้น


    กรดไหลย้อน (โรคกระจอกยอดฮิต )

    ผมเคยเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2555 แต่เป็นอาการแค่เด็กๆ คือ อาการปวดแสบในทรวงอก กลืนอาหารลำบาก แน่นท้อง ใช้เวลารักษาไม่เกิน 2 สัปดาห์ อาการก็ดีขึ้น ที่ผมเรียกเป็นโรคกระจอกก็เพราะ เป็นแค่โรครำคาญใครๆก็ชอบอ้างว่าเป็น รักษาง่าย เป็นแล้ว(นึกเอาเองว่าโก้หรูใครไม่เป็นก็เชยแหลก) ผมก็เช่นกัน เจ้าโรคกระจอกนี้ ได้หายไปจากชีวิตผมอย่างง่ายๆ เมื่อ 3 ปีที่แล้ว

  ด้วยกิจวัตรที่เร่งรีบ การกินอาหารไม่เป็นเวลา ประจวบกับระยะหลัง สุขภาพของผมอ่อนแอลงไปมาก ไม่ได้ออกกำลังกายติดต่อกันร่วม 3 ปี สุขภาพแย่ลง ป่วยบ่อยและใช้เวลารักษานานขึ้น ผมจึงต้องเจียมตัวหันมาออกกำลังกายโดยการขี่จักรยานสัปดาห์ละ 2 วัน ตามเวาลาที่อำนวย(เสาร์อาทิตย์)

  ต้องตื่นประมาณตีห้า(ยังง่วงแต่ปลุกตัวเองด้วยการอาบน้ำ) ไปขี่จักรยานด้วยความทรมาน(ไม่สดชื่น) หลังจากใช้เวลา ปั่นจักรยาน ประมาณ ชั่วโมงครึ่ง ผมกินอาหารหนักทันที(หิวมากหลังจากปั่นมาเกินกว่า 30 กิโลเมตร ) เมื่อกินอาหารเช้าเสร็จ สักพักก็เอนหลังด้วยความง่วงและเหนื่อย

   ผมปฏิบัติตัวเช่นนี้มาได้ร่วม 3 เดือน จนกระทั่งปลายเดือน ธันวาคม 2557 อาการหวัดแปลกๆก็มาเยือนผม มีอาการไอแห้งไม่มีเสมหะไอตลอดเวลา ตอนแรกก็คิดว่าเป็นหวัดธรรมดา ซึ่งอาการเหล่านี้ควรจะหายไปเองภายในสัปดาห์ แต่ครั้งนี้มันไม่ยอมจากไปง่ายๆ มีแต่อาการจะหนักขึ้นเรื่อยๆ

   ผมสังเกตุดูแล้วระหว่างการออกกำลังกาย (ไม่ว่าโดยวิธิไหน) อาการไอของผมจะทุเลาลง โดยเฉพาะในวันที่ 26 ธันวาคม 2557 บริษัทที่ผมทำงานอยู่ได้จัดงานฉลองปีใหม่ให้พนักงาน ผมไปร่วมงานด้วย แต่ผมก็ไอหนักจนน่ารังเกียจ ผมเกรงไปว่า อาการไอจะสร้างความรำคาญ(กลัวโรคติดต่อ)ให้เพื่อนร่วมงาน ผมจึงนั่งห่างๆไม่ปะปนกับใคร แต่พอนึกขึ้นได้ว่า อาการไอของผมจะทุเลา เมื่อผมออกกำลังกาย

    ดังนั้นผมจึงลองออกไปยืดเส้นยืดสาย(ดิ้นแบบสมัยหนุ่มๆ)กับเพื่อนร่วมงานรุ่นลูก(ดูเป็นที่ขบขัน ต่างก็เตรียมยาดมเผื่อว่าผมจะเป็นลมกลางวง) แปลกแต่จริง เมื่อเหงื่อเริ่มออก ผมหายไอและหายใจคล่องขึ้นมาทันที  ผมจึงต้องเต้นเป็นการทดแทนออกกำลังกายจนงานเลิก คืนนั้นผมหลับสบายแต่ก็มีไอเป็นระยะตลอดทั้งคืน

     ก่อนสิ้นปี ผมนั้งรถเข้ากรุงเทพ ระหว่างการเดินทาง ผมไอตลอด สร้างความรังเกียจให้กับเพื่อนร่วมทางเป็นอย่างยิ่ง ผมมาถึงกรุงเทพอย่างทุลักทุเล เหนื่อยและเพลียจากการไม่ได้นอนทั้งคืน

      ผมยังไม่รู้ตัวว่าผมจะเจ็บป่วย จึงไปซื้อยามากิน แต่อาการไอก็ไม่ทุเลา ว่าจะลองแวะหาหมอตามคลีนิค แต่ก็ละเลยเมื่อเห็นแต่ละคลีนิคเต็มไปด้วยคนป่วยรับปีใหม่ ไปกรุงเทพฯครั้งนี่ไม่สนุกเลย เพราะทั้งเหนื่อยทั้งเพลีย

      นึกไม่ถึงว่า การไปกรุงเทพฯครั้งนี้จะเป็นการตอกย้ำว่า ผมกำลังป่วยมากกว่าที่เคยคิด หลังจากกลับจากกรุงเทพฯ ผมต้องไปๆมาๆ ที่โรงพยาบาลร่วม 2 เดือน 

   อาการป่วยเริ่มส่อเค้าเรื้อรังไม่บรรเทา จนแพทย์ที่ให้การรักษาตัดสินใจตรวจด้วยรังสี(พร้อมกลืนแป้ง) ผลการวินิฉัย รุนแรงกว่าที่คิด แพทย์ตัดสินใจส่งตัวผมไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ จังหวัดสงขลา 

    เมื่อมาพบแพทย์ที่โรงพยบาลสงขลานครินทร์ผลการวินิจฉัยที่โรงพยาบาลเก่า แทบไม่มีความหมายต่อการวินิจฉัยที่โรงพยบาลสงขลานครินท์  ต้องเข้ารับการตรวจส่องกล้องดูเนื้องอกในกะเพาะอาหารและหลอดอาหารส่วนต้น เพื่อตัดสาเหตุที่ ไม่ใช่ ออกไป และต้องตรวจหาความผิดปรกติของปอด 

     จากการที่ผมถูกสันนิษฐานว่า มีอาการ early pneumonitis หรือปอดอักเสบระยะเริ่มต้น(จากโรงพยบาลแรก) ซึ่ง สาเหตุของโรคนี้ น่าจะมาจากการสำลักกรดที่ทะลักขึ้นมาที่หลอดลมแล้วสำลักเข้าไปในปอด 
     อาการผมแย่มาก หายใจไม่ออกบ่อยๆ จนอดนึกถึงความตายขึ้นไม่ได้

Causes of pneumonitis include: สาเหตุของปอดอักเสพ 
  • Pneumonia. การเป็นนิวโมเนีย หรือปอดบวม
  • Inhalation of foreign matter, usually of stomach contents when vomiting (aspiration pneumonitis).
  • Pertussis. ไอกรน
  • Exposure to an inhaled allergen (hypersensitivity pneumonitis), eg humidifier lung,farmer's lung, bird fancier's lung.
  • Systemic lupus erythematosus.
  • Adverse reaction to a drug or toxic chemical; many household and industrial chemicals can cause acute and chronic pneumonitis:
    • Exposure to dangerous levels of chlorine gas may occur at home when using cleaning materials, in industrial accidents or when near to swimming pools.
    • Inhalation of dangerous substances can occur during smelting, welding or other metalwork, in the production or use of solvents or pesticides, fires and when handling grain.
    • Medication: a variety of medications can cause interstitial pneumonitis, eg interferon therapy, amiodarone, nitrofurantoin.
  • Radiation therapy.[1]
  • Sepsis: the body's inflammatory response to infection.
  • Any other cause of acute, subacute or chronic respiratory distress or cough - for example:
   credit: http://www.patient.co.uk/doctor/Pneumonitis.htm

    CT  Scan  คือแนวทางพิสูจน์หาข้อบ่งชี้ เพื่อตัดเงื่อนไขของมะเร็งให้มันหายสงสัยและออกไปจากสมองไปเลย โดยผมต้องยอมเสี่ยงกับอันตรายจากความเข้มของรังสีที่เพิ่มจากX RAY ปรกติถึง 1000 เท่า

    เอาไงก็เอากัน ให้มันรู้แล้วรู้รอดให้หายสงสัยไปเลย ดีกว่ามานั่งทรมานและเครียดกับอาการเจ็บป่วยไปวันๆ



คุยกันหน่อย..เมื่อ...GERD ค่อยทุเลาลงแล้ว

     


    หลังจากทรมานจากการเป็นโรคกรดไหลย้อนมาร่วม 3เดือน ได้วกเวียนไปโรงพยาบาล ทั้งทีภูเก็ตและ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เกือบ 10 ครั้ง ต่อนี้ไปจะต้องปฏิบัติตัวเองให้พ้นเงื้อมมือGERDให้ได้ เชื่อกันว่า GERD หรือโรคกรดไหลย้อนไม่มีวันตีจากจากคนที่เคยเป็น เจ้าตัวจะต้องเปลี่ยนพฤกติกรรมเก่าๆทั้งหมด เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับมันอย่างสันติ

 ข้อปฏิบัติ 

     1 กินยากลุ่ม PPI หรือ โปรตอนปัมป์ ก่อนอาหารเช้า-เย็น เป็นเวลาร่วม 2 เดือน ควบคู่กับยาแก้ท้องอืด(ก่อนอาหาร 3 มื้อ)
     2 กินอาหารมื้อสุดท้ายของวัน ก่อน 18:30 และเข้านอนหลังจากกินอาหารเย็น 4 ชั่วโมงไปแล้ว
     3 เลิกดื่มเครื่องดื่มที่มีแก๊สทุกชนิด รวมทั้งชา กาแฟ สุรา หรือเบียร์
     4 หลีกเลี่ยงอาหารรสจัดทุกชนิด
     5 แก้นิสัยโกรธง่ายหายเร็ว หลีกเลี่ยงความเครียดทุกชนิด
     6 ออกกำลังกายบ้างก็ดี

 เท่านี้ท่านก็จะผูกมิตรกับGERDได้โดยไม่กลับมารบกวนท่านอีก

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2558

การทำ CT สแกน

   การทำCT สแกน เป็นเทคโนโลยีระดับสูงที่มีราคาแพง สามารถตรวจหารสาเหตุของพยาธิสภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำ
 ข้อดี
1 ทำได้ง่ายสะดวก
2 การแสดงภาพ มีมิติชัดแจน
3 ไม่เจ็บปวด
4 ใช้เวลาน้อย

 ข้อเสีย
1 ค่าใช้จ่ายสูง
2 ต้องฉีดสารทึบแสงเข้าในร่างกาย
3 ได้รับรังสีมากกว่าการฉ่ายรังสีปกติ ประมาณ 10 เท่า

การอ่านผล กระทำโดยผู้เช่ยวชาญ


CT scan ต่างกับ MRI อย่างไร
ประโยชน์ของการทำ MRI ที่เหนือกว่าการฉีดสี มีมากมายดังต่อไปนี้
ไม่เจ็บ(จากการใช้เข็มแทงเข้าไขสันหลัง)
ไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ
ให้รายละเอียดภายในกระดูกสันหลังได้ดีกว่า อาทิเช่น หมอนรองกระดูกสันหลัง ซึ่งการฉ๊ดสีมองไม่เห็น
ไม่เสี่ยงต่อการแพ้สี(contrast media)
มีอุบัติการณ์ของการเกิดการวินิจฉัยผิดพลาด น้อยกว่าการฉีดสี
ไม่เสี่ยงต่อการเกิดปัญหา น้ำไขสันหลังรั่ว หลังการแทงเข็ม
ข่วยวินิจฉัยโรคอื่นๆได้ด้วย เช่น มะเร็งที่แพร่กระจายมา ฝีที่กล้ามเนื้อข้างๆกระดูกสันหลัง

ข้อดีของการฉีดสีที่มีเหนือต่อการทำ MRI มีดังต่อไปนี้
อุปกรณ์ในการฉีดสีหาง่าย ราคาไม่แพง ใช้เอกซ์เรย์ธรรม***็พอ
ค่าใช้จ่ายโดยรวม ประหยัดกว่าการทำ MRI
สามารถทำได้ ในผู้ป่วยที่ผ่าตัดใส่โลหะประเภท stainless steel ไว้ที่หลัง และต้องการทำซ้ำ

http://haamor.com/th/%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B8%99/   
ภาพจาก  http://www.vcharkarn.com/uploads/sites/6/2013/08/CT.jpg
 ct scan

ในขณะที่ผู้ป่วยที่ใช้เครื่อง CT scan ได้รับความสะดวก รวดเร็วในการวินิจฉัย พร้อมกับความแม่นยำที่เพิ่มมากขึ้น กลับกันนักวิจัยจำนวนมากกลับมีความกังวลจากการใช้งาน CT scan ว่าจะไปเพิ่มความเสี่ยงให้ผู้ใช้เครื่องเหล่านี้มีโอกาสเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้น เพราะจากการทำ CT scan หนึ่งครั้ง มีค่าเท่ากับการไปเอ็กซ์เรย์แบบปกติ 150 - 1,100 ครั้ง การรับรังสีอาจส่งผลให้เกิดการกลายพันธุ์ของยีนที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งได้ รังสีที่ได้รับจากการทำ CT scan 1 ครั้งมีปริมาณเทียบเท่ากับการได้รับรังสีจากในธรรมชาติและจากแหล่งอื่นๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้น 1 ปีเลยทีเดียวhttp://www.vcharkarn.com/varticle/57193


ตารางเปรียบเทียบการตรวจด้วยเครื่องมือทางรังสีวิทยา

บริเวณที่จะตรวจx-rayการฉีดสี(angio)UltrasoundCT scanMRI
 สมอง ไม่ได้ไม่ได้ได้เฉพาะเด็กทารกดีดีมาก
 กระดูกสันหลังได้ไม่ได้ไม่ได้ดีดีมาก
 ปอด ได้ไม่ได้ไม่ได้ดีมากดีมาก
 ช่องท้องได้ไม่ได้ได้เฉพาะจุดดีมากดีมาก
 กระดูกข้อและเอ็นได้ไม่ได้ได้ได้ดีมาก
 เส้นเลือดในสมองไม่ได้ดีมากไม่ได้ได้ดีมาก
 เส้นเลือดใหญ่ไม่ได้ดีมากได้ได้ดี
 หัวใจบอกได้เฉพาะขนาดดีมากดีมากได้ดีมาก
 ลำไส้และกระเพาะอาหารได้ด้วยการกลืนแป้งไม่ได้ไม่ได้ได้ไม่ได้
 โพรงจมูกได้ไม่ได้ไม่ได้ดีมากดีมาก
 ตาและเส้นประสาทไม่ได้ไม่ได้ไม่ได้ได้ดีมาก
 http://www.mrithailand.com/index.php?modules=article&parent_id=3&id=38


http://www.cccthai.org/l-th/index.php/2009-06-13-08-51-38/2010-05-26-10-33-39/686--pet-ct.html


การทำ CT Scan ที่โรงพยาบาลสงขลานคริทร์


              ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่สอง
      ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง
      ลาภ ทรัพย์และเกียรติยศจะตกแก่ท่านเอง
      ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งอาชีพไว้ให้บริสุทธิ์

     พระราชดำรัส สมเด็จพระมหิดลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก
(สมเด็จเจ้าฟ้า มหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินท์ พระบิดาแห่งแพทย์แผนใหม่)


โปสเตอร์ สดุดี สมเด็จเจ้าฟ้า กรมหลวงสงขลานครินทร์ ที่หน้าห้อง CT Scan


ป้ายชื่อบอกสถานที่ ยืนทะมึนน่าเกรงขาม
เครื่อง CT ถ่ายจากของจริง.
อาคารสวยตรงข้ามตึก CT

ที่นั่งพักใต้ร่มไม้ ระหว่างรอพบแพทย์ ก็สูดแก๊สมะเร็งไปพลาง

ใครไม่อยากมานั่งคอยหมอที่นี่ ให้หมั่นออกกำลังกายเข้าไว้

ช่วงเช้ามีคนมารอตั้งแต่เช้ามืด

ที่ทำการเจ้าหน้าที่ ห้องCT Scan มีคนป่วยมารอยู่แล้ว

เจ้าหน้าที่ทำการสอดใส่เข็มเข้าเส้นเลือดดำ เพื่อฉีดสารทึบรังสี


เตรียมพร้อมเพื่อการฉีดสารทึบรังสี ต้องอยู่ในสภาพนี้


เด็กหนุ่มอายุ29(ณุ) มาทำCT อีกครั้งหลังรับการรักษามะเร็งลำใส้-ต่อมน้ำเหลือง
    อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะทำ CTหรือ MRI ผลที่ได้ก็ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย มันแค่ได้ตอบปัญหาว่า ได้พบตัวผู้ร้ายที่เปิดเผยตัวหรือไม่เท่านั้น ส่วนเจ้าตัวที่ซ่อนอยู่(อาการก่อนเกิดมะเร็ง)แม้จะตรวจหาตัวบ่งชี้ไม่พบ ก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่า ตัวคุณจะไม่เป็นมะเร็ง ทุกคนต้องพึ่งตัวเอง มะเร็งเป็นโรคร้ายแรงที่ไม่ร้าย ถ้าร่างกายแข็งแรง สุขภาพจิตดีและคุณรู้เร็ว ..ผมก็เช่นกัน..ที่เชื่อเช่นนี้.

วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2558

การส่องกล้องระบบทางเดินอาหารส่วนต้น

    การส่องกล้องระบบทางเดินอาหารส่วนต้น เป็นการตรวจหาสาเหตุ ที่มีประสิทธิภาพที่สุด (รายละเอียดดูได้จาก ลิงค์ด้านล่าง)

    จากประสพการจริง ในการเข้ารับการตรวจด้วยการส่องกล้อง เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2558

    มาถึงฝ่ายอายุรกรรมโรงพยาบางสงขลานครินทร์ตามเวลา(เช้ากว่า)ปกติ ด้วยระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพของโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ทำให้ความรู้สึกที่(เคย)ไม่ดีต่อการบริการของโรงพยาบาลของรัฐฯหายไปเกือบหมด

   หลังจากได้ยื่นเอกสารรับรองค่าใช้จ่ายประกันสังคมแล้ว(เป็นขั้นตอนพิเศษของระบบประกันสังคม-เยี่ยมจริงๆ) ก็ไปติดต่อที่แผนกระบบทางเดินอาหารชั้น 11 ของอาคาร 13 ชั้น (ตึกเฉลิมพระบารมี - ฉบ.) 

   อุตส่ห์มาเร็วกว่าที่นัดหมาย มาถึงเป้นรายแรก เจ้าหน้าที่ยังไม่ทำงาน แต่มีคิวคนไข้คิวก่อนหน้าอยู่หลายคน ได้รอคิวการตรวจจนเวลา 11.00(ถูกจัดลำดับตามใบนัด) ถึงได้รับการตรวจเกือบเป็นคนสุดท้ายแต่ก็ได้รับการตรวจล่าช้ากว่าเวลานัดประมาณ ครึ่งชั่วโมง

   ก่อนจะมารับการตรวจ อยากให้เตรียมตัวให้พร้อม(รวมถึงเตรียมสภาพจิตใจด้วย)ดังต่อไปนี้

     ขั้นตอนเตรียมตัว
1 งดน้ำงดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง(มักจะสั่งให้งดหลังเที่ยงคืน)
2 มาตามนัดและตรงเวลาเสมอ (เพราะถ้ามาช้าอาจจะโดนข้ามคิว)
3 เตรียมใจมาให้พร้อมไม่ต้องกลัว และอย่าเครียด

    สิ่งที่จะต้องมีความเชื่อมั่น

1 เชื่อมั่นในตัวแพทย์ แพทย์ที่ทำหน้าการตรวจส่องกล้อง เก่งและมีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะ

2 เชื่อมั่นในเทคโนโลยี คิดเสมอว่า การส่องกล้องเป็นสิ่งที่ปฏิบัติมานาน เชื่อถือได้และปลอดภัย

3 ต้องเชื่อมั่นในตัวเอง ว่า การส่องกล้องเป็นสิ่งที่คนทั่วไปทำได้ เราก็ต้องทำได้
4 เชื่อถือผู้เล่า เรื่องนี้ ว่า จริงๆแล้วไม่เจ็บปวดในขณะทำ(รับรองได้เพราะเพิ่งไปทำมา)และยังใช้เวลาระยะสั้นๆเท่านั้นเอง

   ขั้นตอน
1การให้ยาชาเฉพาะที่ (พ่นยาที่คอ)
      1.1 เจ้าหน้าที่สั่งให้อ้าปาก แล้วพ่นยาที่คอคนป่วย (กดพ่นประมาณ 3 ครั้ง)
      1.2 ให้คนป่วยปิดปากกลั้นหายใจประมาณ 5วินาที(นับหนึ่ง ถึง สิบ)
      1.3 กลืนน้ำลาย
      1.4 ทำกระบวนการที่ 1.1. ถึง 1.3 อีกรอบ

2 รอจนคอมีอาการชา โดยการลองกลืนน้ำลาย(จะไม่มีความรู้สึกว่ากำลังกลืนน้ำลาย ถือว่า ยาชาออกฤทธ์แล้ว)

3 เริ่มกระบวนการสอดใส่กล้องเข้าทางปาก(ผ่านช่องนำร่อง)


ความรู้สึกระหว่างกระบวนการ ส่องกล่อง
   
  1 ขณะกล้องถูกสอดผ่านลำคอ จะมีอาการขย้อนเล็กน้อย(จะอ๊วก)  เหมือนกับการกลืนอาหารคำโตๆที่ไม่ได้เคี้ยวเท่านั้นเอง

 2  เมื่อกล้องผ่านลำคอไปแล้ว จะรู้สึกรำคาญที่ลำคอเล็กน้อย(เหมือนกระดูกชิ้นเล้กๆติดคอ-อย่าไปสนใจ)

 3 ขณะที่กล้องอยู่ในช่องท้อง จะไม่มีความรู้สึกอะไร จะได้ยินเสียงแพทย์สั่งการเจ้าหน้าที่ผู้ช่วย พร้อมกับเสียงชัทเตอร์ถ่ายภาพ


   วิธีการปฏิบัติขณะอยู่ระหว่างการส่องกล้อง

1 ไม่ต้องสนใจกระบวนการต่างๆ (ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแพทย์) ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่เท่านั้น
2  ก่อนสอดใส่กล้อง ถ้ามีอาการคันคออยากจะไอ หรือมีเสมหะติดคอ ให้ทำธุระให้เรียบร้อย
3  ขึ้นนอนบนเตียงตะแคงซ้าย หันหน้าเข้าหาแพทย์
4  คาบอุปกรณ์นำร่อง(สำหรับประคองตัวกล้องตอนสอดลงในคอผู้ป่วย) ให้ทำตัวสบายๆและผ่อนคลาย
5 ขณะแพทย์กำลังสอดใส่กล่องเข้าในลำคอ ไม่ต้องช่วยกลืน อาจจะมีการขย้อนเล็กน้อย(เป็นอาการปกติของทุกคน)
6  เมื่อกล้องถูกสอดผ่านลำคอเรียบร้อยแล้ว ให้นอนหลับตา หายใจลึกๆยาวๆ เข้าออกทางจมูก อย่ากลืนน้ำลาย ปล่อยให้ไหลออกมาตามธรรมชาติ
7 แพทย์จะใช้เวลาทำงาน ประมาณ 5-7นาที่ ก่อนจะนำกล้องออกจากช่องท้อง
http://www.si.mahidol.ac.th/office_d/adm/Gi_scope/egd.html

วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

GERD กับ อาการ ไม่พึงประสงค์

    GERD หรือโรคยอดฮิต ในนามกรด"ไหลย้อน" ที่ใครก็มักจะถูกกระเซ้าว่าเป็นโรคทันสมัยตามยุค แต่ถ้าท่านเป็นกรดไหลย้อนชนิดรุนแรง ที่เรียกกันว่า SEVERE GERDแล้ว ท่านจะเลิกสนุกกับมันทันที
   
   ผมมีอาการไอขณะกำลังปั่นจักรยาน เมื่อวันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม 2557 เป็นอาการไอเหมือนจะเป็นหวัด ก็เลยไม่สนใจ หลังจากปั่นจักรยานระยะทางกว่า 40 กิโลเมตร ผมกินอาหารเช้าทันทีด้วยความหิว หลังจากอิ่มท้องด้วยอาหารสารพัดชนิด ก็เอนหลังนอนทันที นี่คือกิจวัตรที่ผมทำหลังจากการปั่นจักรยานตอนเช้าแต่ละครั้ง

    จากอาการไอห่างๆแห้งๆ ก็กลายเป็นอาการหวัดที่ไอถี่ขึ้น ผมไอจนเจ็บคอหรือที่เรียกกันว่าคออักเสป


   วันที่ 26 ก่อนปีใหม่ ที่บริษัทที่ผมทำงานอยู่ มีการจัดงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ผมไปร่วมด้วย มีอาหารและเครื่องดื่มมากมายไว้บริการ ผมกินและดื่มเพียงเล็กน้อย เนื่องจากผมจะมีอาการไออยู่ตลอดเวลา 


   ตอนปีใหม่ ผมขึ้นไปกรุงเทพฯ อาการไอก็คงเป็นไปอย่างรุนแรง ผมกินยาสารพัดชนิด ไม่ว่าจะเป็นยาแก้ไอ หรือยาแก้ร้อนใน กินเท่าไรก็ไม่หาย อาการป่วยมีแต่จะหนักขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างอยู่กรุงเทพ ก็ได้กินอาหารหนักๆประเภทเนื้อและแป้งและนอนดึกตลอด


      กลับจากกรุงเทพหลังจากที่สนุกบนความเจ็บป่วยอยู่หลายวัน ตอนกลางดึกคืนวันที่ 5 มกราคา 2558 ขณะอยู่บนรถทัวร์กลับภูเก็ต ผมมีอาการไออย่างหนัก พร้อมกับสำลักน้ำลายอย่างรุนแรง ระหว่างสำลัก ผมมีอาการหายใจไม่ออก ผมเริ่มใจคอไม่ดี นี่คงไม่ใช้หวัดธรรมดาแล้ว


     มาถึงภูเก็ต ได้ 2 วัน ผมก็ได้ไปพบแพทย์ที่ โรงพยาบาลมิชชั่น หมอสงสัยว่าผมอาจจะเป็นโรคปอด แต่เมื่อได้ซักประวัติและได้ X -RAY ปอดดูแล้ว ก็ไม่มีอะไรผิดปรกติ หมอจึงให้ยามากิน(มียาคลายเส้นแถมมาด้วย-กรรมจริงๆ)

     หลังจากกินยามาได้ 1 สัปดาห์ อาการป่วยกลับรุนแรงขึ้นกว่าเดิม นอกจากจะไออย่างหนักแล้ว อาการท้องอืดเฟ้อ และมีอาการเรออย่างหนักตามมา นี่เป็นอาการของโรคกะเพาะด้วยหรือเปล่า


      ผมไปพบหมออีกครั้งกับหมออีกท่าน เที่ยวนี้หมอสันนิษฐานว่า ผมจะอาจจะเป็นกรดไหลย้อน หมอก็ให้ยามาทดลองกินอีก(หนูลองยาหรือเปล่าหนอ)

   สัปดาห์ผ่านไป อาการป่วยก็ยังไม่ดีขึ้น กินยาจนหมด เมื่อไม่หายก็เลยกลับไปหาหมออีกครั้ง หมอก็ให้ยามาอีก 2 สัปดาห์ เที่ยวนี้น่าจะหายเสียที


      ที่ไหนได้ นอกจากไอจะไม่ลดลงแล้ว อาการสำลักกลับมีบ่อยขึ้นและหนักขึ้นโดยเฉพาะเวลา กลางคืน กินยาไม่ทันหมดผมก็รีบย้อนกลับไปหาหมออีกครั้ง
     เที่ยวนี้หมอเริ่มสงสัยว่า ผมไม่น่าจะเป็นกรดไหลย้อนธรรมดาเสียแล้ว ก็เลยนัดให้มากลืนแป้งแบเรี่ยม เพื่อ X- RAY ในอีกสัปดาห์ต่อมา

     ผมเตรียมตัวมาอย่างดี แต่อดหวั่นวิตกไม่ได้ว่าตัวเองจะเป็นโรคร้ายแรงหรือเปล่า มาโรงพยาบาลคนเดียว เข้าพบแพทย์ตามเวลานัด ทำตามกระบวนการของแพทย์ทุกอย่าง กระบวนการไม่ยุ่งยากเหมือนที่คิด คุณหมอก็ใจดี แต่คำพูดบางประโยคของคุณหมอ ทำให้ผมใจแป้ว
    
        ผลการวินิจฉัยของรังสีเเพทย์ ผมมีปัญหา 2 อย่างคือ
1 เป็น SEVERE GERD
2 Early pneumonitisซึ่ง มีอาการต่อไปนี้
  •       Fever.เป็นไข้
  •       Chills.หนาวสั่น
  •       Coughing.ไอ
  •       Shortness of breath หายใจสั้น.
  •       Body aches, malaise. ปวดตามตัว/ป่วยกะเสาะกะแสะ

    เมื่อหมอเจ้าของไข้เห็นผลการวินิจฉัยจากรังสีแพทย์ ก็หยุดทำการรักษาแล้วทำใบส่งตัวไปดรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2558

ยาที่ใช้รักษาที่ผ่านมา:

   ผมได้รับการรักษาโรคGERDด้วยยากลุ่ม โปรตอนปัมป์ หรือที่วงการยาเรียกว่า ยากลุ่ม PPIs ซึ่งเป็นยารักษาโรคกลดไหลย้อน และรักษาแผลในกะเพาะอาหารตลอดจนลำใส้ส่วนต้น คนส่วนใหญ่ที่ใช้ยานี้มักไม่พบอาการข้างเคียง...(Proton pump inhibitors (PPIs
reduce the mount of acid made by your stomach. They are commonly used to treat acid reflux and ulcers of the stomach and part of the gut called the duodenum. Most people who take a PPI do not develop any side-effects.(อันนี้ไม่ต้องสนใจมาก เป็นเรื่องของแพทย์และเภสัชการ แต่...ที่ผมนำมาเล่าก็เป็รแค่การอ้างอิงการรักษาของแพทย์ที่ทำการรักษาผม)

  แต่..ผมได้รับยาPPIs ในชื่อยา Omeprazole 20 mg. มา สาม

สัปดาห์ อาการผมไม่ดีขึ้น และมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นคือการสำลักตอน


กลางคืน หมอเลยเปลี่ยนยามาเป็น pantoprazole(controloc) 40 mg 


อาการผมดีขึ้นทันตา อาการสำลักน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด


 *****ข้อบ่งชี้อีกข้อที่น่ากังวล คือ ผมกำลังกินยาลดไขมันในเลือด(Simvastatin)ซึ่งจะมีผลร้ายต่อตับได้ (ออกจะลงลึกไปหน่อย แต่ผมอยากฝากไปถึง คนเป็น GERD ถ้ากำลัง ใช้ยาลดไขมัีนอยุ่ ก็ควรแจ้งแพทย์ให้ทราบ)
  1. http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/dic/qa_full.php?id=1114(อธิบายข้อบ่งชี้ได้ชัดเจนดี)
 โรงพยาบาลสงขลานครินทร์: 
  
     ผมประทับใจโรงพยาบาลสงขลานครินทร์(มอ.)คือ การจัดการ และ

 จำนวนหมอ หมอที่ ผมไปพบไม่ค่อยให้ความสำคัญกับฟิล์ม X RAY 

ที่ผมนำไปนัก สนใจแต่คำวินิจฉัยเบื้องต้น เมื่อ ผลวินิจฉัยที่ว่าเป็น 

SEVERE GERD หมอก็ฟังและดูเฉยๆ 


    ไม่พูด ไม่เดาหรือคล้อยตามอะไรทั้งสิ้้น ดำเนินการให้ผมเข้ารับการ

ตรวจกะเพาะอาหารและลำใส้(ส่วนต้น) หลอด อาหาร ด้วยการส่องกล้อง

ในวันที่ 3 มีนาคม 2558 ว่ามันมีอะไรผิดปรกติหรือเปล่า ส่วน อาการ

 Early Pneumonitis หรือที่ผมเดาว่าเป็นอาการปอดติดเชื้อ หรือมีน้ำ

เกินขนาดในเยื่อหุ้มปอดนั้นก็ว่ากันอีกที ในรอบหน้า

http://www.patient.co.uk/doctor/Pneumonitis.htmล


     Early pneumonitis (ปอดชื้น) :  จากตามผลวินิจฉัยเบื่้องต้น

จากร.พ.ที่ส่งตัวผมมา ว่าผมเป็น pneumonitis คุณหมอไม่เชื่อหรือไม่

สนใจก็ไม่รู้จัด X- RAYซ้ำ เพื่อดูสภาพปอด และเจาะเลือดอีกครั้ง

เพื่อวิเคราะห์อะไรบางอย่าง พร้อมซักประวัติเพิ่มเติมอย่างละเอียด 

และจากการดูสภาพปอดจาก ฟิล์มX RAY ก็พบว่าปอดดูปรกติดี แต่

ทำไมมันมีอาการป่วย คุณหมอ ก็เลยจัดเต็ม นัดส่งตัวไปตรวจ

 CT-Scan ในวันที่ 10 มีนาคม 2558




การรอดตายจาก มะเร็งระยะที่4

  



 เป็นที่แน่ชัดว่า มะเร็งเป็นโรคร้ายที่  อัตรารอดชีวิตต่ำ ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่อยู่กันด้วยความหวาดระแวง ตลอดเวลา ไม่อยากคิดและพูดถึง แต่มันอาจจะเยี่ยมเมื่อไรก็ได้ 

    คงไม่ต้องบรรยายประเภทและอาการเพราะเป็นที่รู้กัน แต่ขอเก็บเรื่องมาเล่า เพื่อให้กำลังใจ คนที่เป็นมะเร็ง  คนเรามีโอกาสเป็นมะเร็งได้ในบางคน จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขต่อไปนี้

1 ความเสี่ยง จากการประพฤกติปฏิบัติ(อาหารการกิน/งานที่ทำ/
ความเครียด)
2 สภาพแวดดล้อมที่เป็นพิษ
3  พันธุกรรม ที่อ่อนไหว ต่อการเกิดมะเร็ง

    เงื่อนไข ทั้ง 3 ประการ เชื่อว่าเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิด
มะเร็ง คนส่วนใหญ่มักจะตรวจพบมะเร็ง เมื่อถึงระยะโรคลุกลามไป
แล้ว(ระยะ4) การตรวจพบมะเร็ง ดังกล่าวจะนำความทุกข์ ความสิ้น
หวังมาสู่ตัวผู้ป่วยและญาติ 

    ความสิ้นหวังท้อแท้จะทำให้อัตราการรอดชีวิตยิ่งต่ำลง การรักษาโดยทั่วไป เราจะคิดถึงแต่ เรื่องการใช้เคมีบำบัด(คีโม) หรือการฉายแสง(ฉายรังสี) ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาล้วนแต่น่าผิดหวังทั้งสิ้น แต่จะทำอย่างไรได้ วงการแพทย์สมัยใหม่ แม้จะก้าวหน้าไปมากแค่ไหนแต่ก็ยังไม่มีคำตอบว่า สาเหตุที่แท้จริงของ

มะเร็ง ว่า มันเกิดจากอะไรกันแน่

    ลองมาดูทางเลือกและตัวอย่างของผู้ที่อยู่รอดมาได้ หลังจากตรวจ
พบมะเร็งแล้วกันบ้าง

http://www.cancercenter.com/community/survivors/george-rader/
 ลิงค์ กล่าวถึง บุคคลที่รอดชีวิตจากการเป็นมะเร็ง ระยะ 4 มาแล้ว

http://www.jamrat.net/jamrathealth.aspx?blogid=1242 ธรรมชาติบำบัด

           

Jane Elterman:มะเร็งปอด



Overview
·        Cancer: Stage IV lung cancer ระยะที่4
·        Diagnosed: 2008 ตรวจพบเมื่อ ปี 2551
·        Treatments received:
§  Chemotherapy ให้คีโม
§  Radiation therapy (TomotherapyCyberknife) ฉายรังสี
·        Treatment at: CTCA at Southwestern Regional Medical Center
·        Care team: ผู้ให้การรักษา
·        Milestones:
After completing treatment in January of 2012, the cancer was stabilized. When the tumors appeared to be growing a year later, additional treatment halted their progression. 

   เมื่ออายุ49ปี Jane มีอาการเจ็บที่คอระหว่างกินอาหารมื้อกลางวัน 
เธอจึงไปตรวจกับหมอประจำตัวในละแวกบ้าน หลังจากการการตรวจ
หมอได้ส่งเธอไปตรวจ MRI เธอได้นำแผ่นบันทึกผลการตรวจกลับไป
พบหมออีกครั้ง เธอรู้ทันทีว่า มีสิ่งผิดปรกติเกิดกับตัวเธอแล้ว เมื่อ
หมอได้ดูผลการตรวจ MRIจากภาพถ่าย มันมีลักษณะของมะเร็งเต็ม
ไปหมดทีปอด ต่อมน้ำเหลืองและเส้นเลือด

  เธอรีบไปโรงพยาบาลทันที และเข้ารับการผ่าตัดในเช้าวันต่อมา มีการให้เคมีบำบัด อาการเธอแย่มาก ต้องสอดสายเพื่อระบายของเหลว
ออกมาถึง 3 ควอท(เกือบ3ลิตร)

   โดยภูมหลัง สามีคนแรกของ เจน เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง เมื่อเธออายุได้ 36 ปี เธอรู้สึกเสียใจอยู่เสมอที่ไม่ได้ค้นหาทางเลือกในการรักษาสามีเธอ

  ดังนั้น ระหว่างการักษาของเธอ เธอได้เก็บบันทึกการรักษาทุกอย่างไว้ และส่งมันไปให้ แพทย์ คนอื่น ช่วยร่วมวินิจฉัย

    ในฤดูใบไม้ผลิ ปี2009 ทีเธอเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เนื่องจากการการให้เคมีบำบัดจะได้ผลดีแค่ครั้งหรือสองครั้งเท่านั้น ต่อมาเนื้องอกมันก็เติบโตขึ้นมาใหม่ 
    
   ผลจากการให้เคมีบำบัด ส่งผลให้เส้นประสาทที่มือและเท้าของเธอถูกทำลายไปมาก เธอตัดสินใจเปลี่ยนโรงพยาบาลอื่นและเข้ารับการผ่าตัดด้วยเครื่องรังสีศัลยกรรม  (CyberKnife surgery)

CyberKnife surgery

 ผลการรักษา ก้อนเนื้อเล็กลง แต่ ใน 2-3เดือนต่อมา เนื้องอกก็ผุดขึ้น

มาอีก มาถึงจุดนี้ เธอก็เลยตัดสินใจ ไป ศูนย์รักษามะเร็งที่ CTCA 

(Cancer Treatment Centers of America)
     หลานสาวเธอได้ให้ข้อมูลการรักษาที่ผ่านมาอย่างละเอียด กับ 
Dr. Jaggernauth ซึ่งเขาเห็นด้วยกับ ผู้ที่ ให้การบำบัดที่ผ่านมา ว่าไม่มี
หนทางในการรักษาสำหรับอาการที่เป็นอยู่ของเธอ แต่เขาได้บอกกับ
เธอว่า เขารู้สึกมั่นใจว่า สามารถรักษาได้ ซึ่งคำพูดเหล่านี้ก็เป็นความ
หวังเล็กๆให้เธอคิดที่จะสู้ต่อและที่สำคัญ มันคือกำลังใจและความ
หวังที่เธอต้องการ

  ที่ CTCA เธอได้รับเคมีบำบัด และรับการผ่าตัดด้วยเครื่องรังสีศัลยกรรม(CyberKnife surgery) ก่อนการบำบัดแต่ละครั้ง หมอก็ได้แจ้งและอธิบายถึงอาการข้างเคียงที่จะได้รับ (เธอเคยเห็นสามีคนแรกของเธอทนทุกข์ทรมานจากการบำบัดโรคมะเร็ง) เธอพบว่ามันช่วยได้มากที่จะได้รับรู้และมีความคาดหวังสิ่งที่จะได้รับ นอกจากนี้เธอได้รับการแนะนำให้เปลี่ยนวิถีของอาหาร รวมทั้งได้รับการบำบัดอาการชาที่มือและเท้าของเธอดีขึ้น เธอรู้สึกคุ้นเคยเป็นกันเองกับทีมรักษา ทุกคนรู้จักชื่อของเธอ ประจวบกับการมีห้องส่วนตัวช่วยให้เธอมีความสะดวกสะบายเพิ่มขึ้น

   ระหว่างการบำบัด เธอพักที่ CTCA ถึง 7 สัปดาห์ เป็นคาบเวลาของการผ่านฤดูพักผ่อน(Holiday) ช่างเป็นเวลาที่ยุ่งยากสุด แต่เธอก็ผ่านมันมาได้ จากการได้รับบำลังใจจากครอบครัวและความช่วยเหลือจากทุกคน


  ชีวิตใหม่

    ตอนตรวจพบมะเร็ง หลานสาวของเธอกำลังจะมีลูกคนแรก (เธอแทบจะหมดหวังที่จะได้เห็นหน้าทารกที่อยู่ในครรภ์) แต่อีก5ปีต่อมาเธอก็ได้เห็นเด็กคนนี้เข้าอนุบาล เธอมีโอกาสได้เห็นสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นในครอบครัว ทำให้เธอรู้สึกดีมาก 

     ปัจจุบันเธออยู่อย่างมีความสุขกับสามี(คนที่2) และคอยให้กำลังใจผู้ป่วยในการต่อสู้กับโรคมะเร็งระยะสุดท้าย ตอนนี้ เวลาผ่านไป6ปีแล้วนับแต่การตรวจพบมะเร็งครั้งแรก เธอยังก็ยังมีชีวิตอยู่ได้ เพราะการได้รับกำลังใจจากครอบครัวและได้การรับการรักษาที่ดี



   ข้อคิดจากผู้อยู่รอดจากมะเร็งระยะ4 อีกท่าน





Phillip วัย66 มะเร็งระยะ4 ยังอยู่รอดจนทุกวันนี้

My message

My message to anyone with cancer, especially with advanced lung cancer, is: Don’t let anyone tell you how long you have to live. The truth is no one really knows. You have to believe it’s not the end.
I encourage anyone who has cancer to listen to what the doctors at CTCA have to say.
Since my diagnosis, I have seen my daughter graduate from junior college. I made it to 66 years old, and I’m looking forward to 67.

   " ผมขอส่งสาส์นไปถึงผู้เป็นมะเร็งทุกคน โดยเฉพาะ
ผู้ที่เป็นมะเร็งปอดว่า จงอย่าให้ใครมาบอกกับคุณว่า 
 คุณจะอยู่ได้นานเท่าไร ความจริงก็คือ ไม่มีใครรู้จริง
สักคน คุณต้องเชื่อว่า นี่มันไม่ใช่จุดจบ "

    Phillipให้กำลังใจกับผู้ป่วยทุกคน เขาบอกว่า นับตั้งแต่ตรวจพบ
มะเร็งครั้งแรก(อายุ 63 ) เมื่อหลายปีมาแล้ว เขาก็ยังมีชีวิตรอดอยู่ได้       การมีชีวิตจนถึงวันนี้ ทำให้เขามีโอกาสได้เห็นลูกสาวจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย และเขาได้ต่อสู้กับมันจนอายุ 66 ปีเข้าไปแล้ว ตอนนี้เขากำลังวางแผนตั้งหน้าตั้งตารอ เพื่อฉลองวันเกิดครบรอบ67ปี ในอีกไม่นานในวันข้างหน้า